Vietnam Tourism

  • เกาะหินปูนที่น่าหลงใหลที่สุดในอ่าวฮาลอง

ลองจินตนาการว่าวันหนึ่งคุณพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือสำราญ พร้อมสายลมทะเลเย็น ๆ ที่พัดผ่านผิว และก่อนที่คุณจะทันถามตัวเองว่า "ฉันอยู่ที่ไหน?" คุณก็ถูกสะกดด้วยความงามของอ่าวฮาลองไปเสียแล้ว 

hlb

อ่าวฮาลองเป็นมากกว่าทิวทัศน์ท้องทะเลที่สวยงามราวกับภาพวาด แต่ที่นี่คือตำนานที่มีชีวิต เกาะหินปูนน้อยใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำอย่างน่าพิศวง บอกเล่าเรื่องราวเงียบ ๆ ของความรัก การปกป้องคุ้มครอง และอารมณ์ขัน เกาะแต่ละแห่งที่ก่อตัวขึ้นมานานหลายล้านปี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนชาวบ้านตั้งชื่อตามวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกัน ขณะที่คุณล่องเรือผ่านดินแดนเทพนิยายแห่งนี้ คุณจะได้พบกับเกาะแก่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดบางแห่งที่ทำให้อ่าวฮาลองเป็นจุดหมายปลายทางที่ยากจะลืมเลือน ให้เราได้แนะนำให้คุณรู้จักกับประติมากรรมอันน่าทึ่งจากฝีมือของแม่ธรรมชาติเหล่านี้ 

Hon Trong Mai (เกาะไก่คู่)

เกาะไก่คู่

เกาะนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น จ่องมาย (Trong Mai), เกาะไก่คู่ (Chicken Mate), โขดหินจุมพิต (Kissing Rocks) หรือเกาะไก่ชน (Fighting Cocks) ซึ่งเป็นกลุ่มหินปูนที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของอ่าวฮาลอง จากระยะไกล หินปูนสูงตระหง่านสองก้อนนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ดูราวกับไก่ยักษ์สองตัว ตัวผู้หนึ่งตัวและตัวเมียหนึ่งตัว กำลังเริงระบำเหนือกาลเวลาอยู่กลางทะเล หลายคนเชื่อว่าเกาะนี้เป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันที่ไม่มีวันแตกสลาย ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคู่รักที่มาขอพรให้ความรักของตนเอง และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย 

Hon Cho Da (เกาะสุนัขหิน)

สุนัข

สิ่งหนึ่งที่คุณควรจำไว้คือ ชื่อของเกาะแก่งหรือเกาะต่าง ๆ ในอ่าวฮาลองนั้น มักจะตั้งตามรูปทรงที่มองเห็นได้ง่าย และเกาะจอ ดา (Cho Da) ก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ตัวอย่างนั้น ประติมากรรมธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานหินนี้มีลักษณะคล้ายสุนัขที่ซื่อสัตย์กำลังจ้องมองออกไปทางทะเลเปิดอย่างน่าขนลุก เกาะจอ ดา ตามความเชื่อของชาวบ้านนั้นเป็นมากกว่าแค่ก้อนหิน ผู้พิทักษ์หินผู้นี้คอยดูแลชาวเรือและนักเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะผ่านพ้นน่านน้ำที่คาดเดาไม่ได้ของอ่าวแห่งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ราวกับว่าตัวอ่าวเองกำลังเฝ้าดูแลพวกเราอยู่

Hon Oan (เกาะอวาน)

ต่างจากเกาะอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในอ่าว เกาะนี้อยู่ใกล้ชายฝั่งมากพอที่เราจะมองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า เกาะอวานมีรูปร่างคล้ายกับขนมข้าวเหนียวโบราณของเวียดนามที่เรียกว่า “อวาน” (oản) ด้วยความสูง 22 เมตร มันมีรูปทรงที่กลมมนและสมดุล คล้ายกับขนมหวานแสนอร่อยที่เป็นที่มาของชื่อเกาะ เกาะอวานเคยปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ฝรั่งเศสชื่อดั่งเรื่อง L’Indochine (1992) ซึ่งช่วยตอกย้ำความสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

Hon Dinh Huong (เกาะกระถางธูป)

เกาะดิญ เฮือง (Dinh Huong) ลอยเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางผืนน้ำ เป็นเกาะหินปูนที่น่าทึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกระถางธูป นี่ไม่ใช่เกาะธรรมดา ๆ เพราะภาพเกาะนี้ปรากฏอยู่บนธนบัตรใบละ 200,000 ดองของเวียดนาม ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำคัญทางวัฒนธรรม การได้มาเห็นของจริงด้วยตาตนเองเป็นประสบการณ์ที่เหนือจริง โดยฐานที่มั่นคงและรูปทรงที่ประณีตของมันดูเหมือนเป็นการแสดงความเคารพต่อประเพณีการกราบไหว้และสักการะอันหยั่งรากลึกของเวียดนาม 

Hon Yen Ngua (เกาะอานม้า)

สมชื่อเกาะ หินปูนก้อนนี้มีเสาหินสองต้นที่เชื่อมต่อกันในลักษณะที่ทำให้เกิดเป็นรูปอานม้าที่สมบูรณ์แบบ เกาะนี้มีช่องทางลับอยู่ตรงกลาง ซึ่งใหญ่พอที่เรือขนาดกลางจะแล่นผ่านไปได้ หากคุณโชคดีพอที่จะล่องเรือผ่านในช่วงที่น้ำลด 

Hon Ngon Cai (เกาะนิ้วหัวแม่มือ)

เกาะหงอนก๊าย (Hon Ngon Cai) มีลักษณะคล้ายนิ้วหัวแม่มือขนาดยักษ์ ราวกับว่าธรรมชาติกำลังชูนิ้วโป้งให้กำลังใจพวกเรา! ชาวประมงท้องถิ่นเรียกเกาะนี้ว่า “เกาะหงอนไต” (Hon Ngon Tay หรือเกาะนิ้วมือ) ซึ่งเป็นชื่อที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และพวกเขาเชื่อว่าเกาะหงอก๊าย เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ร่วมกันในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก

Hon Con Coc (เกาะคางคก)

คางคก

เกาะหินปูนนี้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาคล้ายกับคางคกที่นั่งรออย่างอดทน โดยจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อขอฝน ในตำนานพื้นบ้านของเวียดนาม คางคกถือเป็น “ลุงของสวรรค์ทั้งหลาย” ที่นำฝนอันเป็นที่ต้องการอย่างมากมาสู่โลก เมื่อเป็นเช่นนี้ เกาะแก่งทุกแห่งที่นี่จึงมีจิตวิญญาณ และมีเรื่องราวเงียบ ๆ ที่รอให้ผู้ที่สละเวลามาสำรวจความมหัศจรรย์ของมันได้ยิน

Hon Dau Nguoi (เกาะศีรษะมนุษย์)

เกาะนี้แตกต่างจากเกาะหินปูนแห่งอื่น ๆ เพราะมีโครงสร้างใบหน้าที่ชัดเจน ได้แก่ จมูกที่โด่งและใหญ่ ดวงตาที่ลึก และโครงหน้าด้านข้างที่ดูแข็งแกร่งและแสดงอารมณ์ได้ดี รู้สึกราวกับว่ามีสิ่งมีชีวิตโบราณกำลังเฝ้าดูแลอ่าวแห่งนี้ คอยสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงตลอดหลายศตวรรษอย่างเงียบเชียบ เกาะแห่งนี้คือผลงานชิ้นเอกทางศิลปะที่สลักเสลาโดยสายลมและเกลียวคลื่น ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่แท้จริงถึงความสร้างสรรค์ของธรรมชาติ